เรื่องของยายชีนวล วัดภูฆ้องคำ 2

เท้าไม่ติดพื้น
แม้นว่าภูฆ้องคำจะอยู่ไกล กันดาร แต่สานุศิษย์ ผู้เลื่อมใสศรัทธา ก็หลั่งไหลมาไม่ได้ขาด ทั้งทหาร ตำรวจ ชาวบ้านหรือแม้แต่พระเณร ต่างก็มาด้วยเชื่อมั่นในวัตรปฏิบัติของยายชีว่าควรค่าแก่การมาสักการะและปรึกษาข้อธรรม
พระอาจารย์หน่อย(ไม่ทราบชื่อ ฉายา)เจ้าอาวาสวัดบ้านยาง อ.ดอนมดแดง จ.อุบลฯ เล่าว่า เคยเห็นยายชีเดินจงกรมโดยที่เท้าไม่ติดพื้น
เกิดความอัศจรรย์ใจอย่างบอกไม่ถูก

มาเพื่อชดใช้หนี้
พูดถึงกำลังสำคัญในการพัฒนาวัด ต้องกล่าวถึงพระอาจารย์รูปหนึ่งซึ่งมาสู่ภูฆ้องคำยุคแรก
ท่านคือพระอาจารย์อ้อด(อริศร ปญฺโญ)ที่อยู่ๆก็มาปรากฏตัวที่วัดภูฆ้องคำโดยไม่มีผู้ใดรู้ล่วงหน้า
ท่านบอกแปลกๆว่าตั้งใจมาหายายชีเพื่อใช้หนี้

ท่านได้กรุณาเล่าว่า สมัยภูหินร่องกล้ายังรบราฆ่าฟันกัน ระหว่างรัฐบาลกับคอมมิวนิสต์ ท่านและพระอีก2รูปธุดงค์ไปพำนักอยู่ที่ถ้ำแห่งหนึ่งบนภูหินร่องกล้า เกิดการรบอยู่บริเวณถ้ำนั้นพอดี ต้องหลบซ่อนอยู่ในถ้ำหลายวัน อดอาหารและน้ำอยู่9วัน ออกจากถ้ำไม่ได้ มีเสียงระเบิด เสียงปืนดังอยู่ตลอดเวลา ควันจากอาวุธพวยพุ่งเข้าถ้ำจนหายใจแทบไม่ออก นึกว่าคงไม่รอดกันแล้ว

ในขณะที่ตาพร่ามัวด้วยควันเข้าตา เห็นยายชีลอยเข้ามาตามกลุ่มควันนั้นแล้วพูดว่า
“ข้าน้อยขอโอกาส..ถ้าหากจะออกจากถ้ำนี้โดยปลอดภัยขอให้พระอาจารย์ภาวนาคาถานี้”
ยายชีบอกคาถาแล้วก็หายไป

หลังจากท่องคาถาแล้วพวกท่านสามารถออกจากถ้ำ ผ่านดงปืนและระเบิดมาได้อย่างปลอดภัย

ภายหลังทราบว่ายายชีมาอยู่ที่ภูฆ้องคำ กำลังบุกเบิกสถานที่ เห็นเป็นโอกาสจะมาใช้หนี้ชีวิตจึงมาช่วยเป็นกำลังก่อสร้างให้

ยายชีเป็นกำลังเงิน ด้วยว่าเงินจากญาติโยมจะตรงมาที่ยาย
ท่านเป็นกำลังงาน ลงมือทำงานก่อสร้างอย่างเดียว
ยายชีไม่ถือเงินหรือเก็บเงิน เมื่อมีศรัทธามาถวายก็มอบเงินให้พระอาจารย์อ้อดเป็นผู้เก็บรักษา ไม่ว่าจะ10บาท 20บาทก็ตาม พระอาจารย์ก็จะเก็บเงินรวบรวมไว้จนครบค่าวัสดุ เช่นครบค่าปูน1กระสอบก็ให้ชาวบ้านขี่มอเตอร์ไซค์ไปซื้อปูนมา
การก่อสร้างที่สำคัญที่ท่านลงแรงไว้คือบันไดขึ้นภูเขา ทำทีละขั้นไปเรื่อยๆจนแล้วเสร็จ

กำลังจะทำฐานพระประธานบนเขาต่อ ยายชีก็มานิมนต์ให้พระอาจารย์อ้อดกลับไป
“ฐานพระประธานยังไม่เสร็จ องค์พระประธานยังไม่สร้างจะให้กลับทำไม”
“บ้านเมืองกำลังจะวุ่นวายเดือดร้อน อาจารย์กลับไปเถอะ ไปหาที่บำเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขาช่วยบ้านเมือง”
“อาตมาเป็นพระผู้น้อย ไม่เก่งกล้าสามารถขนาดนั้น”
“ไปเถอะไปภาวนาช่วยกัน”
พระอาจารย์อ้อดเล่าว่า ยายชีวนเวียนนิมนต์ให้ท่านไปหลายรอบหลายครั้งจนในที่สุดท่านจึงรับนิมนต์เดินทางกลับนครพนม

เรื่องนี้น่าคิดไม่น้อย เมื่อวันที่30พย51ยายชีทำพิธีบังสุกุลประเทศ ทำให้ทุกคนทุกฝ่าย ไม่ว่าเหลืองหรือแดงหรือประชาชนทั่วไป ท่านว่าพิธีนี้จะช่วยบรรเทาความวุ่นวายบ้านเมืองได้ระดับหนึ่ง ผู้ที่ตายไปแล้วก็จะได้รับส่วนบุญส่วนกุศล ผู้ที่ยังไม่ตายก็จะปลอดภัยเป็นสุข ซึ่งในพิธีนี้ได้นำรายชื่อสมาชิกเว็บสวนขลังและเว็บอำพล เจนเข้ารับการสวดแผ่เมตตาเป็นกรณีพิเศษไปแล้ว ไม่ทราบว่าปรากฏผลอย่างไร
มีที่น่าสนใจอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง ส่วนตัวของยายชีนั้น ท่านได้จดรายละเอียดของสัตว์ทุกชนิดที่ตายอยู่ในวัดตลอดมาจนถึงวันพิธี ไม่ว่าจะเป็นงู ตะขาบ กิ้งก่า มด ปลวก จิ้งจก หรือแม้แต่ไส้เดือน ท่านจดไว้หมด แล้วนำเข้าพิธีด้วย

 

 

มาเอาวิชากับคาถาอาคม
เท่าที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสยายชีในช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่ปีมานี้ เห็นว่าผู้ที่มาหายายชีถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปมักมาพึ่งพาอาศัยขอให้ช่วยเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่เป็นเรื่องต้องใช้ศาสตร์วิชา ยายชีก็สงเคราะห์ให้เป็นรายๆ อีกส่วนหนึ่งมาเพื่ออยากได้วิชา ซึ่งส่วนนี้มักไม่ใช่นักปฏิบัติธรรม

แต่เป็นพวกที่หวังได้คาถาศักดิ์สิทธิ์ไปทำประโยชน์ตน ยายชีมักปฏิเสธไปว่า
“ข้อยบ่ฮู้บ่จักอีหยังสักอย่าง หนังสือก็ไม่ได้เรียน เรื่องนี้ถ้าบุญของพวกเจ้าเคยสร้าง มันจะมาเองรู้เองดอก”

เรื่องศาสตร์วิชาแปลกๆของยายชี เคยได้ยินผู้ใกล้ชิดยายชีเล่าว่า สมัยก่อนท่านมีวิชาหนูกับแมว ทำเป็นน้ำมันขึ้นมา เอาไปป้ายหนูกับแมวแล้วมันจะไม่กัดกัน ขังไว้ในกรงเดียวกันก็ไม่ทำร้ายกัน คงจะคล้ายๆกับที่อาจารย์ชุม ไชยคีรีเคยทำไว้แต่ต้นเค้าวิชาไม่ทราบมาทางเดียวกันหรือเปล่า

เดี๋ยวนี้ยายชีเลิกไม่ทำอีกแล้ว เข้าใจว่าตั้งแต่รู้จักกราบไหว้หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง เรื่องวิชาคาถาอาคมจึงเพลาๆลงไป หันมาตั้งใจปฏิบัติจิตทำเพียรภาวนาแทน

ถ้าเอ่ยชื่อหลวงพ่อชาให้ยายชีได้ยินเมื่อไหร่ยกมือไหว้ท่วมหัวเมื่อนั้น ยึดถือว่าเป็นครูบาอาจารย์สำคัญอีกองค์หนึ่ง

ในส่วนที่เป็นของขลังเท่าที่เห็นยายชีทำแจกให้ญาติโยมนั้นเป็นรังไหม ข้าพเจ้าเคยได้รับและยังเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี แต่ไม่ทราบว่ารังไหมนั้นมีคุณอย่างไร ด้วยไม่เคยถาม แว่วๆเป็นเลาๆว่าเอาไว้คุ้มตัว รักษาตน เหมือนตัวไหมมีรังเป็นเปลือกหุ้มคุ้มภัย
อีกอย่างหนึ่งที่ท่านชอบแจกให้ผู้ใกล้ชิด คือแป้งหอม และ น้ำอบไทย แล้วให้คาถาไปสวดภาวนากำกับ ข้าพเจ้าเคยได้รับแต่จำคาถาไม่ได้จึงไม่เคยใช้
แต่รับรองได้ว่ายายชีนี้ไม่ธรรมดา

เหมือนที่หลวงปู่คำพันธ์ได้อุทานขึ้นเมื่อเห็นยายชีครั้งแรกที่วัดธาตุมหาชัย นครพนม
“ยายชีนี่ไม่ธรรมดา วิชามีอยู่เต็มตัว”

ปัจจุบันกาล
ขณะนี้(ธค.2551)ยายชีนวลอายุได้98ปี สังขารเสื่อมโทรมตามกาลเวลา เรี่ยวแรงหดหายไปสิ้น จะลุกนั่งเดินเหินลำบาก ความป่วยไข้รุมเร้าอย่างแสนสาหัส
บางครั้งคล้ายหมดลมหายใจไป แต่ก็ยังกลับคืนมาหายใจได้

ยายชีบอกว่า
“นักปฏิบัติมักเป็นเช่นนี้ เรื่องของกรรมของแต่ละคน”

ยายชีนวลไม่เคยแสดงอาการหวั่นไหวอ่อนแอให้ผู้ใดเห็น ที่ได้เห็นกันคือความองอาจกล้าหาญ ไม่สร้างความหนักใจแก่ผู้ปรนนิบัติดูแล นั่งนอนยืนเดินอยู่ในองค์ภาวนาตลอดเวลา

นั่นคือการสอนศิษย์เทอมสุดท้าย สอนให้ทุกคนเห็นกับตาด้วยบทแห่งอนิจจัง.

 

ของขลังล่าสุด
นอกจากพระกามเทพที่ข้าพเจ้าสร้างไว้เพียงจำนวนเล็กน้อยแล้ว
ยายชีนวลไม่เคยมีเหรียญหรือรูปเหมือนใดๆมาก่อน

 

คงมีครั้งเดียวที่ศิษย์ผู้เลื่อมใสศรัทธาสร้างล้อคเก็ตรูปยายชีเป็นการส่วนตัวนำมาขอให้ยายชีอธิษฐานจิตให้ ยายชีก็เมตตาทำให้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ไม่มีของขลังที่เป็นเรื่องเป็นราวชัดเจน

เมื่อเร็วๆนี้คุณออด อยุธยาได้นำรูปลอยองค์ของนางตะเคียนมาฝากข้าพเจ้า
นางตะเคียนนี้ คุณออด อยุธยาเป็นผู้จัดสร้างขึ้นถวายวัดนางกุย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
โดยว่าจ้างให้ข้าพเจ้าเป็นผู้แกะและกดพิมพ์จนแล้วเสร็จ และได้มอบนางตะเคียนชุดเดียวกันนี้ให้ข้าพเจ้าไว้เป็นที่ระลึกเป็นจำนวน40องค์

ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นรูปผู้หญิงจึงนำไปขอให้ยายชีอธิษฐานจิตให้
แม้ป่วยหนัก ท่านก็ยังกรุณาทำให้อย่างเต็มใจ ท่านเอานางตะเคียนทั้งหมดหมกไว้ใต้แป้งหอม แล้วเอาเข้าห้องภายในกุฏิ เอาไว้กับท่าน7วัน

แต่พอถึงตอนส่งมอบนางตะเคียนกลับคืน ท่านกล่าวว่า
“ของนี่เป็นของดี เป็นโชคเป็นลาภและเป็นเมตตา ยายทำให้เมื่อวันที่14 ยายเชิญพระที่เมืองลาวมาช่วยทำพิธี อยากได้อะไรก็ให้ขอเอา”(อธิษฐานเอา)

แปลกดี ข้าพเจ้าไม่ใช่คนเล่นหวย แต่หวยงวดนี้(16ธค.51)ออก14ตรงๆ ถูกกันเยอะเว้นแต่ข้าพเจ้าผู้เดียวไม่ถูกด้วยไม่ซื้อ

แปลกอีกข้อคือท่านทำพิธีคนเดียว พระเมืองลาวรูปใดกันที่ท่านเชิญมา

หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้นำเอานางตะเคียนทั้งหมดมาปั๊มพ์ตรายางเป็นตัวอักษรไทยคือตัว “น”เพิ่มเข้าไปที่ใต้ฐาน เพื่อว่าในอนาคตข้างหน้าหากพบเห็นที่ไหนจะได้รู้จักและเข้าใจว่าเป็นของยายชีนวลอธิษฐานจิตเอาไว้ ไม่สับสนกับของวัดนางกุยที่เป็นเจ้าของนางตะเคียนที่แท้จริง

ข้าพเจ้าได้ปรึกษากับท่านอาจารย์เวทย์รวมทั้งขออนุญาตคุณออด อยุธยา ว่าเฉพาะนางตะเคียน40องค์นี้จะนำมาให้ผู้สนใจศรัทธาบูชา
เพื่อนำปัจจัยทั้งหมดไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลพยาบาลยายชีนวล ซึ่งข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะหาปัจจัยส่งไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงที่สุด

ข้าพเจ้าไม่ขอรับรองว่านางตะเคียนที่ยายชีนวลอธิษฐานจิตจะขลังและศักดิ์สิทธ์เปี่ยมอภินิหารประการใด แค่นึกว่าเป็นของตอบแทนปัจจัยที่ทุกท่านสละออกมาพยุงสังขารหญิงชราผู้เป็นนักปฏิบัติอย่างแท้จริงเท่านั้น
ขอเชิญครับ

แชร์ :

ความคิดเห็น

** โปรดแสดงความคิดเห็นอย่างมีวิจารณญาน