หลวงปู่ปืนแตก

150816082723 150816082751

หลวงปู่ปืนแตก
หลวงปู่เปลี้ย คุณสมฺปนฺโน
วัดชอนสารเดช กิ่ง อ. หนองม่วง จ.ลพบุรี


เพิ่งได้รูปตัวอย่างเหรียญจริงที่ได้ทดลองยิงจนปืนแตกมาลงให้ดูกัน

เป็นเหรียญเงิน

เดี๋ยวนี้ราคาแพงขึ้นมาก ซึ่งก็เป็นธรรมดาสำหรับเหรียญที่มีประสบการณ์ และมีผู้ต้องการมาก

เหรียญเงินตอกโค้ดที่ชายริบบิ้น 2 แห่ง
เหรียญทองแดงตอกแห่งเดียว
ที่ชายริบบิ้นด้านซ้ายมือขององค์หลวงปู่

จริง ๆแล้วเหรียญเงินยังมีโค้ดแปลก ๆ ที่พื้นเหรียญเหนือไหล่ขวาของหลวงปู่อีกแห่ง ลักษณะของโค้ดตัวนี้คล้ายตัว T ถ้ามองผิวเผินจะดูเหมือนรอยบากเล็ก ๆ ที่เป็นตำหนิมากับเหรียญ

ในเหรียญทองแดงบางเหรียญก็พบว่ามีโค้ดตัวนี้ด้วย

แต่ส่วนใหญ่จะไม่มี

dsc02680 dsc02680

 

เหรียญทศบารมี 38 ที่ ส.ต.อ.ชัยวัฒน์ นามวรรณ หน่วยสืบสวนพิรุณ สภ.อ.อุดรธานี ยิงจนปืนของตนแตกคามือนี้ เข้าใจว่าเป็นเหรียญรุ่นที่ 4

ผู้สร้างเป็นพระภิกษุมาบวชอยูที่วัดชอนสารเดช มีศรัทธาสร้างถวายวัด สร้างสำเร็จแล้วตัวท่านก็จากวัดไป ซึ่งผมลืมถามไปว่าที่จากไปนั้น จากแบบไหน ย้ายไปอยู่วัดอื่น หรือว่าลาสิกขา

น่าจะเป็นอันหลังคือลาสิกขา

dsc02681 dsc02682

เหรียญรุ่นแรกของหลวงปู่เปลี้ย สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2518 เป็นเหรียญรูปไข่ เนื้อทองแดงรมดำ ด้านหน้าเหรียญตอกโค้ดตัว “นะ” ที่เป็นอักขระขอมไว้ใต้องค์หลวงปู่ (ดูรูปตัวอย่าง)

เหรียญรุ่น 2 รุ่นรวยทรัพย์ รูปไข่คล้ายรุ่นแรก ได้ยินว่าสร้างในปี 2537
ถ้าจริงดังที่ได้ยินมาผมสงสัยว่า 19 ปี ที่ผ่านมาจะไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลยหรือ

6349871904595200001 6349871904647900002

ภาพ : http://uauction2.uamulet.com/

ดังนั้นเกี่ยวกับเหรียญรุ่น 2 เราอย่าเพิ่งด่วนสรุป ไว้วันหลังค่อยว่ากันใหม่ แต่อนุโลมให้ถือเป็นเหรียญรุ่น 2 ที่สร้างหลังรุ่นแรก 19 ปีไปก่อนเพื่อสะดวกต่อการลำดับรุ่น

เหรียญรุ่น 3 นี่ยิ่งกำหนดยากใหญ่ เพราะว่าออกในปี 2537 เหมือนกัน
ทำเป็นรูปเหรียญเจ้าสัวและยังมีเหรียญรุ่นรู้พระคุณ
แล้วก็รูปเหมือนลอยองค์รุ่นสร้างกำแพง
ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าเป็นเหรียญรูปเหมือนลอยองค์รุ่นแรกหรือเปล่า

การกำหนดรุ่นเพื่อนักสะสมจะเรียกคล่องเห็นทีจะต้องรอการกำหนดต่อไป

ไว้ให้ผู้ที่รู้เรื่องวัตถุมงคลที่แท้จริงของหลวงปู่ออกมาแสดงความรู้อีกที

ผมรู้อยู่รุ่นเดียวแหละครับ

รุ่นปืนแตก

รู้จักรุ่นนี้แล้วรุ่นอื่นไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร

มีผู้เล่าให้ฟังว่า คราวหนึ่งมีคณะผ้าป่ามาทอดที่วัด ไม่มาเปล่า แต่สร้างหนุมานมาขอท่านปลุกเสกเพื่อแจกผ้าป่าด้วย ท่านเสกให้แล้วแอบเอาไปทดลองดู

ยิงไม่ออกเลย

ดูท่าท่านจะเป็นพระขลังที่หาตัวจับยากอีกรูปหนึ่งในพ.ศ. นี้

เกี่ยวกับเรื่องของขลังของท่านนั้น เดิมเข้าใจว่าท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์ ครั้นสอบถามและกราบนมัสการถามกับท่านเองแล้วปรากฏว่า ไม่ใช่

คือหลวงพ่อเดิมเป็นสหายกับหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดชอนสารเดชรุ่นก่อน จึงเดินทางไปมาหาสู่กันสม่ำเสมอ หลวงพ่อเดิมมาที่วัดชอนสารเดชบ่อย ๆ ซึ่งหลวงปู่เปลี้ยได้อธิบายว่าสมัยท่านยังเป็นพระเด็ก ๆ ก็ได้เห็นหลวงพ่อเดิมเสมอ

แต่ก็ไม่ได้เรียนวิชาอาคมด้วย

หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดชอนสารเดช รุ่นก่อนที่ผมดันลืมชื่อของท่านไป

ตอนที่คุยกับหลวงปู่เปลี้ยก็ไม่ได้อัดเทปเอาไว้ พอเวลาเคลื่อนมาหน่อยก็ลืมเสียเฉย ๆ

น่ากลัวจะเป็นอาการของโรคชราที่มาเยือนเร็วไปนิด

ผมเพิ่งจะ 42 เอง ใครว่าผมแก่จะแสดงให้ดูว่าหนุ่ม ๆ บางทีก็สู้ผมไม่ได้

ห้ามดูเส้นผมเพราะว่าหงอกแล้วหลายเส้น

ถึงยังงั้นก็ไม่ถึงกับจะต้องรมดำเส้นผมหรอกครับ

ดูเหมือนจะนึกออกเป็นเลา ๆ ว่าหลวงพ่อเจ้าอาวาสรุ่นก่อน ชื่อหลวงพ่ออ่อน ถ้าผิดก็อโหสิด้วย
สมมติชื่อหลวงพ่ออ่อนนั้นถูกต้อง ต่อไปก็จะเรียกหลวงพ่ออ่อนไปก่อน

หลวงพ่ออ่อนเป็นพระไม่ค่อยพูด ท่านมีวาจาสิทธิ์

แช่งใครแล้ววิบัติตามปากทุกราย

สมัยปลายชีวิตเต็มที ท่านได้เรียกหลวงปู่เปลี้ยมาพบถามว่า จะครองวัดต่อไหม ถ้าเอาจะมอบของให้รักษาต่อไป

ของนั้นคือตำราเล่มใหญ่

สรรพวิชาทั้งหลายมีอยู่ในนั้นทั้งหมด

หลวงปู่บอกว่าได้อาศัยเล่าเรียนจากตำราที่ท่านหลวงพ่ออ่อนมอบให้และได้นำเอาวิชาความรู้เหล่านั้นมาทำประโยชน์จนทุกวันนี้

มาดูกันว่าอักขระยันต์ที่ลงไว้หลังเหรียญของท่านทุกรุ่น เป็นยันต์เดียวกับที่หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพใช้ประจำ

เมื่อไม่ได้เรียนกับหลวงพ่อเดิมทำไมท่านจึงรู้จักใช้ยันต์ตัวเดียวกัน

เดาว่าหลวงพ่ออ่อนกับหลวงพ่อเดิมควรจะได้แลกเปลี่ยนวิชาซึ่งกันและกัน แล้ววิชาเหล่านั้นหลวงพ่ออ่อนก็บันทึกไว้ในตำรา

ครั้นหลวงปู่เปลี้ยเรียนออกมาจากตำรา ท่านคงไม่ทราบว่ายันต์นั้นเป็นของหลวงพ่อเดิมหรือเป็นของใคร

คงทราบแต่ว่าท่านเอามาจากตำรา

เรื่องนี้ใครช่างซักช่างพูดก็ค่อยไปกราบเรียนถามหลวงปู่อีกที

ถ้าได้ความเป็นอื่นไปจากที่ผมเดาก็อโหสิอีก

ไม่ว่าจะเอายันต์มาจากไหน หรือเป็นยันต์ของใคร ผมว่าไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร

มันอยู่ที่พลังจิตตัวเดียวที่สร้างขลัง

หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี เคยบอกว่าคาถาอาคมเป็นแค่กุศโลบายอันหนึ่ง

ของแท้จริงคือจิต คาถาอาคมไม่ใช่ของแท้

ถ้าคาถาอาคมเป็นของขลังที่แท้จริง

ใครท่องคาถาแล้วจะต้องเห็นผลขลังทุกรายซีครับ

บางคนสวดเรียกลาภอยู่ทั้งปี หวยแค่สองตัวท้ายยังไม่เคยถูกก็มี

คาถานั้นเห็นจะเป็นประหนึ่งอุบายทำให้จิตเป็นสมาธิน้อย ๆ เรียกให้ศรัทธาความเชื่อในคาถาเกิด

มันก็คลานเข้าไปถึงจิตในที่สุด

แต่คนที่จะสวดคาถาแล้วขลังนั้นไม่ใช่ทุกคนแน่ ๆ

ดังนั้นเรื่องคาถาหรืออักขระยันต์ก็ให้เป็นกุศโลบายของครูบาอาจารย์ไป ท่านรู้จักใช้ของท่านเท่านั้น

เรื่องอักขระยันต์จึงไม่ใช่ข้อสรุปเสมอว่าหลวงปู่เปลี้ยจะเป็นศิษย์โดยตรงของหลวงพ่อเดิมดังที่หลายคนเข้าใจ

ท่านจะเป็นศิษย์ใครผมไม่ว่าอะไรเหมือนกัน

รู้แต่ว่าหลวงปู่เปลี้ยขลังอย่างเดียวก็พอ

เรื่องประวัติของหลวงปู่ทุกองค์ ผมไม่ใคร่จะกระตือรือร้นสืบค้นออกมา เพราะนึกเสมอว่า ถ้าผมเป็นคนเขียนประวัติคนอื่น ยังไงก็เขียนผิดแหง ๆ

หลวงปู่หล้า วัดภูจ้อก้อ ท่านจึงเขียนประวัติท่านด้วยตนเอง
ท่านบอกว่าเดี๋ยวคนอื่นมันเขียนก็จะผิดกันไปใหญ่

เรียกว่าพอถึงตอนหลวงพ่อหลวงปู่ธุดงค์เข้าป่า คนเขียนก็พาลหลงป่าไปเลย

บางคนหาทางออกไม่พบก็มี

หนักข้อเข้าถึงกับรู้ละเอียดว่าหลวงพ่อหลวงปู่ท่านบำเพ็ญจิตแบบไหน
สภาวะธรรมอันใดคนเขียนตามจิตพวกท่านไปได้แบบเงาตามตัว

หลงขนาดนั้น

นึกเผลอ ๆ ไปว่าคนเขียนควรจะสำเร็จธรรมนั้นเสียเองดีกว่า

ผมจึงไม่ค่อยจะเน้นเรื่องประวัติหลวงปู่ทุกองค์ที่ผมเลื่อมใสศรัทธา

เอาปัจจุบันเป็นดี

ถามตนเองว่าต้องการอะไร

ของขลังรึ

งั้นเอาของขลังเป็นหลัก เรื่องอื่นไม่ต้องสนใจ

เวลาท่านเทศน์ให้ฟังทางหูซ้าย แล้วเอาหูขวาไว้เป็นทางทะลุออก

ก็จะเอาของขลังนี่ครับ

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าคนเขียนประวัติคนอื่นจะทำผิดพลาดกัน ทั้งหมดนะครับ คนที่ทำได้ดีก็มีเยอะ แต่ข้อผิดพลาดย่อมมีทุกคน

ผิดน้อยก็ดีที่สุด

ส่วนผมเห็นจะเป็นคนที่เขียนประวัติคนอื่นได้แย่สุดสุด

นึกถึงประวัติตนเองแท้ ๆ ยังนึกเขียนไม่ค่อยจะถูกเลย

อโหสิแก่ผมอีกข้อหนึ่ง

ประวัติหลวงปู่เปลี้ยจึงไม่มี ถ้ามีก็จะเป็นเกร็ดเป็นเหตุการณ์เฉพาะอย่าง ๆ ไป

ดังนั้นท่านที่ขอให้ผมเขียนประวัติหลวงปู่เปลี้ย คงต้องรอคนอื่นแล้วครับ

ทุกคนเขาว่าควรมีจุดยืน ผมก็มีในเรื่องของขลังนี่แหละครับ ยืนแล้วไม่รู้ว่าว้าเหว่หรือเปล่า แต่เท่าที่สังเกตดูคนชอบยืนในจุดเดียวกันนี้มีไม่น้อย
ผมไม่เหงาแน่ ๆ คนอื่น ๆ ก็ไม่ต้องกลัวเหงา

ให้นึกถึงเพื่อนร่วมยืนคนหนึ่งคือผม

ผมโลดไปหาหลวงปู่เปลี้ยก็เพราะเรื่องของขลังจริง ๆ

ถ้าไม่มีเรื่องปืนแตกผมจะรู้จักหลวงปู่ตรงไหน

ลำพังเรื่องธรรมะจากหลวงปู่เปลี้ย ถ้าท่านไม่เทศน์เข้าทางหูขวาผมเป็นอันเสร็จ เพราะว่าหูซ้ายของผมท่านจะเทศน์ไม่เข้า

ก็มันตึง

เมื่อเทศน์ไม่เข้าก็ไม่ต้องทะลุ

ถ้าผมจะฟังเทศน์ผมจะเอาหูขวาฟังเท่านั้น

ฝรั่งชอบพูดอันหนึ่ง
Always have something beautiful in sight, even if it’ just a daisy in a jelly.
มองอะไร ๆ ให้สวยเข้าไว้เสมอ แม้มันจะเป็นแค่ดอกเดซี่ (ดอกหญ้าเหลือง ๆ) บานอยู่ในแก้ววุ้น

ผมมองของขลังของหลวงปู่เปลี้ยสวยเสมอ แม้ว่าจะมีอยู่ในวัดบ้านนอกอย่างวัดชอนสารเดช
เก็บกันเถิดครับ

คนกรุงเทพฯ ได้เปรียบ เพราะลพบุรีสำหรับคนกรุงเทพฯ ก็อยู่แค่นี้เอง

ได้ยินว่าหลวงปู่ท่านเข้าโรงพยาบาล ผ่าตัดลอกต้อกระจกที่ดวงตา ป่านนี้คงกำลังพักฟื้นสุขภาพที่วัด ใครไปกราบท่านก็น่าจะได้กราบ

ท่านนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บนศาลาไม้หลังใหญ่ มีหมอนใบหนึ่งรองข้อศอก

อิริยาบถของท่านหายไป 2 คือ หายยืนกับเดิน เหลือแค่นั่งกับนอน

ความขลังและธรรมะของท่านมาจาก 2 อิริยาบถนี้เท่านั้น

15749067_1460280997357395_805880109_o

นี่คือ หลวงปู่เปลี้ย วัดชอนสารเดช

หลวงปู่ปืนแตก

(หมายเหตุ แก้ไข ๒๗/๑๒/๕๙ : หลวงปู่เจ้าอาวาสที่สมมุตชื่อว่าหลวงปู่อ่อนนั้นชื่อ_หลวงปู่ทรัพย์  )

15726421_1227756327315357_3382773270639228102_n

 

———————————————————————–
งานเขียนของคุณอาอำพล เจน ……. หนังสือศักดิ์สิทธิ์ฉบับที่ 335
วันที่ 1 ม.ค. 2540
———————————————————————–
แชร์ :

ความคิดเห็น

** โปรดแสดงความคิดเห็นอย่างมีวิจารณญาน