พระกันผีได้ไหม?

จู่ ๆ ผมเกิดคิดถึงพี่ ณรงค์ จันทร์เรือง ขึ้นมา โดยไม่มีเหตุผล

จะว่าไปแล้ว บางทีจะเพราะมีผู้อ่านหลายท่านเขียนจดหมายมาขอพระกันผีกับผม จึงอาจเป็นเหตุให้คิดถึงพี่ณรงค์ ด้วยพี่ณรงค์นั้นเป็นนักเขียนเรื่องผีชั้นแนวหน้า ของเมืองไทยคนหนึ่ง ใช้นามปากกาว่า “ใบหนาด” และเรื่องผีที่เขียนโดยพี่ณรงค์ ผมก็อ่านแทบทั้งหมด ตั้งแต่สมัยยังเด็ก อ่านแล้วก็กลัวเป็นวรรคเป็นเวรจริง ๆ

asdf

(ณรงค์ จันทรฺเรือง)

20 ปีก่อน ผมยังทำงานรับใช้ พี่แอ๊ว (ราช เลอสรวง) ได้เจอกับพี่ณรงค์บ่อย ๆ แทบทุกสัปดาห์ ด้วยพี่ณรงค์กับพี่แอ๊วนั้นเป็นเพื่อนซี้กัน เลยได้รับอานิสงส์ได้รับเลี้ยงข้าวปลาอาหารจากพี่ณรงค์เสมอ บางคราวก็ส่งผมขึ้นแท๊กซี่กลับบ้านโดยออกสตางค์ให้ด้วย

ไหน ๆ ผมจะเขียนเรื่องผีทั้งนั้น ต้องขอบารมีพี่ณรงค์เป็นที่พึ่ง เพราะว่าผมอาจจะต้องเขียนไปกลัวไป จำต้องอาศัยการระลึกถึงครูบาอาจารย์เอาไว้ปลอบขวัญที่กำลังสั่นระทึกชอบกล

คงต้องบอกว่าไม่รู้เป็นเวรเป็นกรรมอะไรเมื่อผมไปอยู่ที่ไหนก็ตาม มักจะมีผีอยู่ด้วย

ผีนั้นอยู่มาก่อนผมนะครับไม่ใช่ว่าจะคอยสะกดรอยตามผมไปอยู่

ถ้าผมจะซื้อบ้านหรือที่ดินสักแปลงจะต้องถามเจ้าของเขาก่อนเสมอว่ามีอะไร ไม่มีอะไร เช่น มีไฟฟ้าไหม มีโทรศัพท์ไหม มีขโมยไหม ถามไปเรื่อย ๆ จนถึงคำถามสุดท้ายก่อนจะตัดสินใจซื้อว่า มีผีไหม?

ทุกรายตอบเป็นเสียงเดียวกันหมด คือ ไม่มี

ไม่มี หรือไม่มี๊ (เสียงสูงซะ) นี่แหละครับ น่ากลัว

สมัยผมซื้อบ้านหลังแรกที่ซอยวัดบัวขวัญ ก็ซอยข้างๆห้างบางลำพูสรรพสินค้า สาขางามวงศ์วานนั่นแหละ บ้านนั้นก็มีผีอยู่แล้วตัวหนึ่ง เป็นผีผู้หญิง แล้วก็สวยเสียด้วย

ตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้าไปอยู่เลยทีเดียว เธอโผล่หน้ามาชะโงกดูผมทำงานตอนดึก ๆ เธอเป็นผู้มีผมยาวสลวยสวยขำ ดำเป็นเงา ท่าจะสระผมทุกวัน และหมั่นหวี จึงดูไม่ยุ่งเหยิงเป็นกระเซิงเหมือนผีทั่วไป

โธ่! ถามได้ กลัวซีครับ

จะเอาบ้านไปคืนเขาก็คงไม่ให้เงินคืนเป็นแน่

ใช่แต่ผมคนเดียวที่ไหน เธอยังเที่ยวไปกวนคนอื่น จนเขาออกอาการขวัญหนีดีฝ่อกันทั้งบ้าน

ดีว่าเธอสวยนะครับ ถ้าหากว่าขี้เหร่ขนาดตาโบ๋หรือหนังเหี่ยวดำติดกะโหลก หรือว่าไม่มีหัวมีแต่ตัว
ผมว่าคงเกิดจราจลเหมือนขาไพ่ป๊อกเผ่นหนีตำรวจไม่มีผิด

หนักเข้าทุกคนชักจะทนไม่ไหว ทำท่าจะย้ายบ้านโดยไม่ขออนุญาตผมเสียก่อน ซึ่งถือว่าผิดธรรมเนียมเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนจะทำเหมือนขบถแก่ตัวผม ไม่ฟังเสียง ไม่อยู่ในปกครองกันอีกต่อไป เรื่องมันก็จะต้องคิดอ่านทำอะไรสักอย่าง

แต่เจ้าประคุณเอ๋ย คิดยังไงก็คิดไม่ออก

ค่ำวันหนึ่งในฤดูชุนเทียน มีลมอ่อน ๆ โชยมาเรื่อย ๆ ไผ่หวานที่มีอยู่กอเดียวโยกไกวเหมือนนักดนตรีสีไวโอลิน แต่ว่ามันสีเป็นเสียงอ๊อด ๆ แอ่ด ๆ แบบว่าช่างเข้าบรรยากาศแบบที่พี่ณรงค์เขียนชะมัด

ผมเดินออกไปซื้อเบียร์มา 6 ขวด กลับมาปูเสื่อนั่งกินตรงสนามหญ้าหน้าบ้าน หันหลังให้ถนน หันหน้าเข้าหาบ้าน กินไปก็มองบ้านของตนเองแบบเหม่อ ๆ เห็นบ้านทั้งหลังที่ตะคุ่มเป็นเงาคือปัญหาใหญ่ที่ขบไม่แตก ความเป็นอัจฉริยภาพแห่งฉลาดเฉลียวไม่รู้หายไปไหนหมด นั่งบื้อแบบคนจิตว่างในพระนิพพานไปนานแค่ไหนไม่รู้ตัว

พอเบียร์ขวดที่ 6 หมดไปเท่านั้น ผมก็ผุดลุกขึ้นแบบหมาจนตรอกตะโกนใส่บ้านตนเองดังลั่น

“ไอ้หรืออีอะไรก็ตามที่อยู่ในบ้านหลังนี้ ขอให้เข้าใจเสียด้วยว่าเจ้าอาศัยข้อยอยู่ ข้อยเป็นเจ้าของบ้าน ไม่เชื่อไปดูโฉนดได้เลย เพราะฉะนั้นเจ้าต้องเชื่อฟังข้อยผู้เป็นเจ้าของบ้านที่เจ้าอาศัยอยู่ เจ้าต้องไม่เที่ยวไปทำให้ใครเขากลัว และไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรก็ตามเจ้าคุยกับข้อยคนเดียว ห้ามไปยุ่งกับคนอื่น จำไว้นะโว้ย”

มีคนในบ้านโผล่ออกมาถาม
“ว่าใครเหรอน้า”
“เปล่า ๆ กลับไปนอนกันซะเถอะ” ผมตอบ

เชื่อหรือไม่ หลังจากนั้นมา เธอผู้แสนสวยก็หายสาบสูญไป ไม่มีใครพบเห็นอีกเลย จนวันนี้

หลังจากผมย้ายไปอยู่อุบลฯ คนใหม่ที่มารับช่วงต่อจากผมก็อยู่เย็นเป็นสุขดีไม่มีเรื่องผีสางเลยแม้แต่น้อย

แปลกนะครับ

แสดงว่าผีนี่ก็พูดจากันรู้เรื่องเหมือนคนเราทุกประการ

พอย้ายมาอยู่อุบลฯ ก็ยังไม่พ้นเรื่องผีอีกจนได้

ผมซื้อที่ปลูกบ้านอยู่ปากทางเข้าวัดหนองป่าพง ด้านบ้านห้วยไผ่ ผมเลือกที่นี่เพราะว่าผมยังมองเห็นรอยเท้าของหลวงพ่อชา เวลาออกบิณฑบาต พอมาอยู่ที่นี่ก็รู้สึกว่าได้อยู่ใกล้หลวงพ่อ และท่านก็ยังอยู่ไม่ไปไหน มีความรู้สึกเหมือนหมาที่อยากอยู่ใกล้เจ้าของ แม้เจ้าของไม่อยู่บ้าน ก็จะนอนคอยจนกว่าเจ้าของจะกลับ ถ้าไม่กลับก็จะคอยต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

บ้านหลังนี้เป็นบ้านแบบชนบททั่วไป มีทุ่งนา มีเพื่อนบ้านเป็นชาวบ้านที่อยู่มาก่อนแต่ชั่วปู่ย่าตายาย

วันแรกที่เข้าอยู่ก็เป็นเรื่อง

มีเสียงโครมๆครามๆเหมือนของชิ้นโตหล่นในบ้านที่ขณะนั้นไม่มีใครอยู่แม้แต่คนเดียว
แม้เสียงอื่น ๆ แปลก ๆ ก็มากและบ่อย ๆ

เวลาผมไปต่างจังหวัดหลายคืน ก็จะมีเพื่อนบ้านมาถามว่าเอาใครมาเฝ้าบ้าน เพราะเห็นว่ามีคนเดินท่อม ๆ อยู่ในบริเวณบ้านทุกคืน

ลูกน้องของผมเจอกันไปต่างๆนานา

เจ้าจิ๋ว(เวลานี้ลาออกไปเปิดร้านซ่อมวิทยุสื่อสาร)ผูกเปลยวนนอนเล่นอยู่ในโรงงาน ก็มายืนไกวเปลให้
เจ้าจิ๋วนี่ดูจะมีความอดทนกับผีมากที่สุด ค่าที่ยามว่างจะไปช่วยมูลนิธิกู้ภัย เก็บศพเป็นกุศล

เจ้าเปิ้ล (เดี๋ยวนี้เป็นพระเปิ้ล) นั่งทำงานเร่งด่วนในโรงงานดึกๆคนเดียว เห็นกับตาว่าเดินผ่านประตูโรงงานช้าๆ สภาพแบบโปร่งแสง

เจ้าเปิ้ลก็อีกคนที่ไม่กลัวผี เพราะว่าเคยติดตามหลวงปู่พรหมาออกป่าบ่อย ๆ

ลูกศิษย์ปิงปองของผม เป็นนักกีฬามหาวิทยาลัยอุบลฯ ผมจับมานอนที่บ้านคุมซ้อม 3 คน คือ นังต่าย นังเป้ และนังออย เห็นว่ามานั่งอยู่ปลายเท้าเวลานอนกลางคืน นังต่ายกลัวที่สุด นังเป้เจ๋งกว่าใคร จึงกลายเป็นที่พึ่งให้นังต่ายและนังออย ถ้านังเป้ไม่อยู่สักคืน 2 คนนี่จะหาเรื่องไม่นอน จะกลับไปหาแม่ที่บ้านเสมอ เดี๋ยวนี้นังเป้จบปริญญาตรี นังออยก็จบด้วย นังต่ายจบปริญญาโท จบไปแบบมีผีให้กลัวทุกคืน ทำให้มีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น

ยังมีอีกหลายรูปแบบที่เล่าไม่ไหว รอให้พี่ณรงค์มันมือเล่าต่อก็แล้วกัน

ทั้งหมดที่เจอต่างพูดตรงกันว่าเป็นผีผู้หญิง

สังเกตดูว่าแม้ทุกคนหรือบางคนจะกลัว แต่เขาก็อยู่ได้ ไม่ถึงกับจะตีโพยตีพายอะไร

ผมก็ไม่คิดจะจัดการอะไรเหมือนกัน เพราะว่าเดี๋ยวนี้ผมไม่กลัว เมื่อไม่กลัวก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเหมือนทำกับบ้านที่ถนนงามวงศ์วาน

ที่ผมหายกลัวนั้นก็มีวิธีอยู่ครับ แต่ไม่รู้จะบอกใครได้

อย่างหนึ่งที่จะช่วยทุกคนให้หายกลัวได้คือ วิธีธรรมชาติ ซึ่งจะปรับตัวเองให้ชิน อย่างเช่นเรากลัวงู พอเจองูบ่อยๆก็จะเข้าใจธรรมชาติของงูว่าเป็นอย่างไร และในที่สุดเราก็เข้าใจว่างูมันกลัวเราเหมือนกัน บางทีจะกลัวมากกว่าที่เรากลัวมันด้วยซ้ำไป

เคยมีหมอธรรมคนหนึ่งมาทำพิธีที่บ้านผมแล้วบอกว่า บ้านผมมีผีสำคัญอยู่ตัวหนึ่ง อยู่ที่นี่มานานมากแล้ว

เรียกว่าสมัยก่อนที่นี่ผีเยอะ เป็นทางผ่านของผีนับร้อยพัน

พอผมมาปลูกบ้านแล้ว เหลือผีนี่อยู่ตัวเดียว

บางทีจะเพราะผมซัดทรายเสกของหลวงพ่อแช่ม และหลวงปู่คำพันธ์ ไว้รอบบริเวณบ้าน แล้วอธิษฐานว่า ถ้าผีไม่มีคุณไม่เป็นมิตรเข้าไม่ได้ ถ้าผีมีคุณและเป็นมิตรอนุญาตเข้าได้กระมัง

ผมถามหมอธรรมว่าแล้วผีที่ท่านบอกนี่อยู่ตรงไหน หมอธรรมชี้ไปข้างสระบัวติดกับโรงงาน

ผมก็ว่า “อ้าว ผมชอบไปฉี่รดต้นไม้แถวนั้น แกจะไม่ว่าเหรอ”
“ไม่ว่า” หมอธรรมตอบ “แกถูกกันกับคุณดี เพราะว่าเป็นพวกธรรมะธัมโมเหมือนกัน”

ก็แปลกดีไม่รู้จะเชื่อได้แค่ไหน

อย่างไรก็ตาม ผีสำคัญที่หมอธรรมว่านั้นได้มาเข้าฝันผมในคืนหนึ่ง บอกว่าตัวเองชื่อน้อย เป็นหญิงขนาดกลางคน ท่าทางใจดีและเป็นมิตร ผมจึงเรียกแกว่ายายน้อยตลอดมา เวลาอยู่บ้านคนเดียวก็ไม่เหงา เพราะรู้ว่ามียายน้อยอยู่เป็นเพื่อน จะไปไหนมาไหนไหว้วานเป็นธุระดูแลบ้านก็ได้ หมั่นไส้ลูกน้องคนไหนแกก็จะไปจัดการให้ เดี๋ยวเดียวเท่านั้นลูกน้องคนนั้นก็กลายเป็นคนเรียบร้อยว่านอนสอนง่ายขึ้นมา
ถ้าถึงขนาดอยากไล่ออก เดี๋ยวเดียวลูกน้องคนนั้นก็หอบผ้าหอบผ่อน หนีไปเอง

ยายน้อยให้หวยแม่นนะครับ ลูกน้องผมคนหนึ่งชื่อว่า ทิดสม เคยบวชกับ อ.เวทย์ แล้วสึกมาทำงานกับผม
ทิดสมถูกหวยแทบทุกงวดจนปลูกบ้านให้พ่อได้หลังหนึ่ง

แต่ผมกลับไม่เคยถูกเลย เพราะว่าผมไม่เล่นหวย ได้แต่ดูคนอื่นถูกและยินดีปรีดากับเขา
หลวงปู่พรหมา เขมจาโร เคยมานอนที่บ้านผม 2 ครั้ง ทั้ง 2 ครั้งได้หวยไปบอกชาวบ้านถูกตรง ๆ ไม่ต้องกลับทั้ง 2 ครั้ง

ท่านว่า  “ภูมิที่บ้านลูกให้หวยแม่น”

นึก ๆ ดู ผีก็มีคุณนะครับ

สำหรับท่านที่ขอพระกันผีจากผมนั้น ผมไม่รู้จะว่ายังไง เพราะว่าบ้านผมก็ยังมีผีอยู่ด้วย

พระกับผีของคู่กันอยู่ด้วยกันมาแต่ไหนแต่ไร ไม่รู้ว่าพระจะมีวิธีไหนไปกันผี ตัวหลวงปู่หลวงพ่อก็ต้องโปรดผีกันตลอดชีวิต

ถ้าถามว่าพระสำหรับกันผีมีหรือไม่

คงจะมีอยู่หรอก แต่ที่ผมไม่มีพระแบบนี้แน่ ๆ ไม่ต้องสงสัยเลย
———————-

งานเขียนเก่าของ อำพล เจน
ตีพิมพ์ในหนังสืออะไร?เมื่อไหร่?..ไม่ทราบ(ลืม)
แชร์ :

ความคิดเห็น

** โปรดแสดงความคิดเห็นอย่างมีวิญจารณาน