ทำไมฤาษีต้องนุ่งหนังเสือ ?

ความคิดเห็นที่ปรากฏต่อไปนี้เป็นของเฉพาะตน

ไม่รับรองยืนยันว่าเป็นความเห็นที่ถูกต้อง

ผู้เสพย์ที่ยังด้อยพรรษาอายุและประสบการณ์ควรปรึกษาผู้ที่ท่านเชิ่อถือศรัทธา
หรือปรึกษาปราชญ์ผู้รู้ทางฤษีที่ท่านเชื่อถือเลื่อมใส

เนื้อหาถ้อยคำต่อไปนี้ เป็นเพียงการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจระหว่างคน ๒ คน

ได้ทำการตัดทอนเอาเพียงบางส่วนมาให้ขบคิดพิจารณา

“..เอาล่ะ..ทีนี้ก็มาคุยกันเรื่องฤาษีนุ่งหนังเสือต่อไป

ประเด็นที่ว่าการนุ่งหนังเสือของฤาษีเพื่อพรางตัวเองให้กลมกลืนกับธรรมชาติ
จนปลอดภัยจากสัตว์ร้ายนั้น เป็นเรื่องน่าคิด

การเลือกหนังเสือแทนการเลือกหนังสัตว์ชนิดอื่นๆ ก็น่าจะจริงดังความเห็นของdragonกับมนัส

เสือเป็นสัตว์ที่มีตบะอำนาจ ย่อมทำให้ฤาษีมีสง่าราศีกว่านุ่งหนังสัตว์ชนิดอื่น

มีบางท่านให้เหตุผลว่า เนื่องจากหนังเสือนุ่มกว่าหนังสัตว์ชนิดอื่น อันนี้ก็น่าฟัง

แต่จริงๆแล้วไม่ว่าหนังสัตว์ชนิดไหน ก็ล้วนแข็งกระด้างเป็นไม้อัดทั้งสิ้น
ถ้าหนังสัตว์ไม่ได้ผ่านกระบวนการฟอกเสียก่อน
แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าฤาษีจะรู้วิธี

ต้องทำความเข้าใจเบื้องแรกก่อนว่า ฤาษีนุ่งหนังเสือนี้มีอยู่แต่ในประเทศไทยและบางประเทศแถวๆนี้เท่านั้น

ประเด็นนี้ก็จะเป็นอย่างเดียวกับความเห็นของลุงธีร์ คือเห็นในแง่ของการเป็นเครื่องแบบ

ฤาษีในอินเดียไม่ได้นุ่งหนังเสือแต่ก็จะมีรูปแบบการนุ่งเป็นแนวทางเดียวกัน
เห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าเป็นนักพรตจำพวกฤาษีโยคี

เครื่องแบบเป็นเรื่องจำเป็น จะบอกว่าเป็นพระแต่ไม่ได้ห่มผ้าเหลืองไม่ครองผ้า3ผืน ใครจะรู้ล่ะว่าเป็นพระ

จะบอกว่าเป็นตำรวจแต่ไม่แต่งเครื่องแบบ ก็ต้องขอดูบัตรประจำตัวกันเท่านั้น จึงจะเชื่อว่าเป็นตำรวจ

ฤาษีก็เช่นกัน พอเห็นลายเสือพร้อยเข้า ก็เข้าใจทันทีว่าเป็นฤาษี ไม่มีทางเห็นเป็นทาร์ซาน หรือเป็นอะไรอื่น

ทีนี้ก็มีคำถามแล้วล่ะ
ใครล่ะเป็นคนคิดเครื่องแบบหนังเสือขึ้นมา

คนแต่งนิยายไง

นิยายที่เรียกว่าวรรณคดีนั่นแหละครับ

หรือแม้แต่คนรจนาเรื่องเทพทางศาสนาพรามณ์จนถึงมหากาพย์รามเกียรติ์

เครื่องแบบฤาษีเกิดจากจินตนาการของนักประพันธ์แถวๆบ้านเรานี่เอง

เมื่อมาถึงยุคปัจจุบันฤาษีประสงค์จะนุ่งหนังเสือแท้ๆก็สามารถทำได้ง่ายขึ้น
ด้วยว่าโรงฟอกหนังมีอยู่เยอะแยะทั่วไป
แต่เสือกลับดันกลายเป็นสัตว์สงวน แถมจะสูญพันธ์กันเมื่อไหร่ไม่รู้
เรื่องจะได้นุ่งหนังเสือจริงๆจึงเป็นไปได้ยาก

ฤาษียุคใหม่จึงหันไปคว้าผ้าที่เขาพิมพ์ลา่ยเลียนแบบลายเสือมานุ่งกันเป็นแถว

ซึ่งจริงๆก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น

ด้วยบางทีเมื่อมองเห็นแล้ว อดเผลอคิดไปเองไม่ได้ว่า นี่เป็นตัวฤาษีหลุดมาจากโรงโขนโรงลิเกหรือเปล่า

ดูทำเข้าสิ

ทั้งชฎาทั้งลอมพอก ยังกะออกแบบโดยโต้โผลิเกคณะหอมหวล

เป็นฤาษีหลุดโลกไปจนสุดจะกู่อีกแบบแล้วแฮะ…”

————————————

“…คณะลิเกหอมหวลเอาแบบอย่างมาจากจิตรกรรมฝาผนังกระมังปู่เป็ด

เอาเครื่องแบบฤาษี ผสมกับหมวกชฎาลอมพอกของนักสิทธิ์ วิทยาธร เทพดา เลยออกมาพิลึกพิลั่น

ฮูปแต้มตารัสสี นักสิทธิ์ วิทยาธร สาระพัดนานาชาติมีอยู่วัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรีพู้น

เพิ่นเขียนไว้เต็มที่ พอสิเปรียบเทียบเครื่องแบบได้อยู่

เพิ่นนั่งเฮียงกันซ้ายล้ายซาบลาบ ถือดอกไม้ดอกตอกนบพระพุทธเจ้าซาธุท่วมหัว

ย้อนว่าชนะมารตัดกิเลสได้ เก่งกว่าตารัสสีตนใด ๆ ไผ๋กะบ่สู้บุญญาปารมีแลผญาปารมีองค์ตถาคตเจ้า

ไผ๋ผู้ใดมีฮูปแต้มเทพชุมนุมวัดนี้ เอามาให้แยงเบิ่งเทียบกันแด่ท้อนเจ้าเอย..”

———————————————–

“….เห็นด้วยครับเรื่องการลอกเลียนแบบ
ลอกกันไปเลียนกันมาไม่รู้กี่ยุคกี่สมัย ในที่สุดก็งงๆ ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วต้นตอมาจากไหน ไอ้แบบที่ตัวกูกำลังนุ่งอยู่นี่แหละ

(จิตรกรรมฝาผนังวัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรี สมัยเรียนเพาะช่างก็ได้ศึกษาอยู่บ้าง ในส่วนนี้ยกให้เจ๊ღ•♥AD♥•ღเเป็นธุระเถอะ เจ๊แกเก่งเรื่องหาของพวกนี้)

ดังที่ได้วิจารณ์มาแต่โพสต์แรกๆแล้วว่า
ฤาษีถือพรตเฉพาะกลุ่ม ถ้ายึดข้อบังคับในการบำเพ็ญเพียรแบบเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันก็เป็นฤาษีทั้งสิ้น

นี่พูดถึงว่าเป็นฤาษีภายใน(จิตใจ) มิใช่ภายนอก(เครื่องแบบ)

จะว่าไปแล้วฤาษีทุกองค์ล้วนแต่ยำเกรงในกิเลศที่ตนเองยังเอาชนะไม่ได้
มาตรว่าจะมีฤทธิ์ถึงเหาะเหินเดินอากาศ จะเก่งกล้าสามารถสาปใครให้เป็นกะเทยได้ในพริบตาก็ตาม
ก็ยังต้องแพ้แก่กิเลศที่ตนเองยังไม่มีปัญญารู้แจ้งใจ จนเอาชนะมันได้

ข้อนี้ฤาษีที่มุ่งหาความสงบสงัดจากกิเลศจึงมักหนีเข้าป่า ไปอยู่ถ้ำอยู่ผา หาความสงบวิเวกตามลำพัง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร

อยู่แบบนั้นแล้วไม่ต้องมีเรื่องทางโลกมารบกวน ทำจิตตนอยู่ในองค์สมาธิแทบทั้งวันทั้งคืน ถึงกับลืมเรื่องกินข้าวกินปลาหาอาหารก็มี
เพราะนั่นคือวิธีเดียวที่ฤาษีรู้จัก ที่จะใช้เพิ่อหลบให้พ้นกิเลศ
คือต้องหลบอยู่ในสมาธิเท่านั้น

ฤาษีเมื่ออยู่ป่าตามลำพังแล้ว ยังจะมีผู้ใดมาคิดวิตกอยู่กับเรื่องเครื่องแบบ

จริงไหมล่ะ

ลองนึกไปถึงชีเปลือยในวรรณคดีไทย ก็เข้าใจได้ทันที
อยู่แบบนั้นไม่เห็นผู้เห็นคน ถึงกับหมดความวิตกกะมนุษย์ด้วยกัน กระทั่งไม่มีความจำเป็นต้องกังวลเรื่องผ้านุ่ง

สมัยหนึ่งปู่ยังชอบเข้าป่าล่าสัตว์ ก็สมัยที่ยังเป็นไอ้บ้าเที่ยวคร่าชีวิตผู้อื่นเล่นเห็นเป็นเกมส์กีฬา
ปู่ปักหลักอยู่ในป่าเขตอำเภอโนนดินแดง ซึ่งสมัยนั้นโนนดินแดงเป็นแค่บริเวณที่ผู้คนมารวมตัวกัน ปลูกบ้านร้านรวงอาศัยเป็นกลุ่มเท่านั้น
ยังไม่เป็นอะไรเลย ไม่มีผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำหมู่บ้านที่เป็นเรื่องเป็นราว

โจกโจร ตำรวจ ทหาร ทั้งในและนอกเครื่องแบบเพ่นพ่านยังกะหนังสายลับ
ผกค.แฝงตัวอยู่ทั่วไป ทั้งในป่าและในหมู่บ้าน
ผกค.ก็คือผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งในพื้นที่นั้นเรียกว่าทหารป่า

ปู่อยู่ในป่า ไม่เคยเห็นผู้คน นานจนเผลอนึกไปว่ามีเราคนเดียวอยู่ในโลกนี้เท่านั้น
เวลาปู่เดินไปอาบน้ำที่ลำธารที่มีระยะทางราว500เมตร แบกถัง,ขันและสบู่ขึ้นบ่าได้ ก็เดินแก้ผ้าร้องเพลงหงิงๆทุกวัน

เป็นชีเปลือยอีกตัวหนึ่ง กระทั่งกางเกงลิงยังไม่จำเป็นต้องนุ่ง
ด้วยว่าไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาแอบดู

ฤาษีชีเปลือยเมื่ออยู่ป่าแล้วก็เหมือนกัน
จะมัวมาเลือกหาหนังเสือเพื่อแสดงให้ลิง,ค่าง,บ่าง,ชะนีรู้จักว่า นี่เป็นเครื่องแบบฤาษี ให้พวกสูรู้จักว่ากูเป็นฤาษีีอยู่ดอกหรือ

สิ่งที่บรรดาฤาษีรุ่นใหมทั้งหลายเลียนแบบ ก็เลียนกันแค่เครื่องแบบ(แถมดันไปเลียนมาจากโรงลิเกซะอีก)
แต่วัตรปฏิบัติอยู่ป่าปลีกวิเวกหลีกหนีผู้คนจนหาตัวไม่พบ หรือหาพบก็แสนยาก ไม่ยักกะเลียนแบบ

จึงควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่า ฤาษีที่มาเปิดสำนักเสกเป่า ในชุมชน หาหนทางที่จะป้วนเปี้ยนนัวเนียอยู่กับผู้คนนั้น ล้วนแต่เป็นฤาษีจอมปลอม….”

———————–
สนใจจะอ่านเอาสาระหรือจะไร้สาระเพิ่มเติมเชิญที่นี่ครับ
http://forum.ampoljane.com/index.php?showtopic=595

แชร์ :

ความคิดเห็น

** โปรดแสดงความคิดเห็นอย่างมีวิญจารณาน