หลวงพ่อพิบูลย์ – ตอนที่ 2 –

เรื่องขลังและพิสดารของหลวงพ่อพิบูลย์
ตอนที่ 2

พูดถึงภูเขาควายในวันนี้นอกจากจะมีแดนสวรรค์ ซึ่งก็คือแหล่งการพนันขนาดใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีการสร้างสนามบินทหารเอาไว้ด้วย

ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆที่ไม่น่าจะมีผลทำให้ภูเขาควายสูญเสียตำนานความลี้ลับไปได้
ทั้งแดนสวรรค์ และสนามบินทหารคงเป็นแต่เพียงส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งบนความยิ่งใหญ่ที่ร่ำลือกันมาช้านาน

เรื่องนี้ท่านเมี่ยง วรมัน ซึ่งเคยไปเห็นทั้งแดนสวรรค์และสนามบินทหารมาแล้ว ก็ยืนยันว่าไม่มีปัญหาในตอนนี้ แต่ในภายหน้าไม่แน่ ภูเขาควายส่วนนี้อาจกลายเป็นอะไรก็ได้ที่มันสวนทางกับตำนาน

แต่กับส่วนอื่นๆที่เป็นส่วนใหญ่ของภูเขาควายนั้น เมื่อมองดูแล้วก็จะเห็นว่ายังคงความลี้ลับ และยิ่งใหญ่เกินกว่าความเจริญจะบุกรุกได้ในเร็ววัน

ถ้าเรายืนมองภูเขาควายจากฝั่งไทย คือแถววัดอาฮง เราจะไม่เห็นแดนสวรรค์และสนามบินทหาร ทำให้นึกเชื่อว่าทั้งแดนสวรรค์และสนามบิน ก็คือเม็ดทรายเม็ดเล็กๆในมหาสมุทรเท่านั้น มันถูกกลบจนหายเข้าไปในผืนป่าและเทือกเขาสลับซับซ้อนที่ได้ยินว่าติดต่อกัน เป็นพืด ตั้งแต่ใต้เวียงจันทร์ไปจนถึงภาคเหนือของลาว

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับอาจารย์วิเศษ ผู้มีไม้เท้าหนักหมื่น ( 12 กิโลกรัม ) ซึ่งหลวงพ่อพิบูลย์ได้ไปศึกษาหาวิชาว่าเป็นใครกันแน่ แต่ว่าท่านอาจารย์ท่านนี้ย่อมไม่ใช่ครูบาอาจารย์ธรรมดา

คนที่จะอยู่บนภูเขาควายได้อย่างเป็นปกติสุขในสมัยนั้นหาได้ยาก หรือแม้แต่ในสมัยนี้ก็แทบจะไม่มีให้เห็น

อุปมาดั่งว่าภูเขาควายคือป่าหิมพานต์ที่ยังมีอยู่ในโลก คนที่อยู่ได้นั้นนับว่าพิเศษกว่าใครอื่น ยากที่จะค้นหาหรือฟันฝ่าความลี้ลับของภูเขาควายเข้าไปพบตัวได้

ไม่แปลกที่อาจารย์วิเศษจะเป็นบุคคลลี้ลับจนไม่มีใครรู้จักท่านอย่างถ่องแท้ ผู้ที่รู้จักท่านอย่างถ่องแท้เห็นจะเป็นบรรดาศิษย์ แต่ก็ไม่มีศิษย์คนไหนพูดถึงท่านให้เข้าใจว่าท่านเป็นใครอย่างไรแม้แต่คน เดียว

หลวงพ่อพิบูลย์ได้อยู่ปฏิบัติธรรม และศึกษาวิชาอาคมกับอาจารย์วิเศษร่วมกับศิษย์อื่นอีก 7 องค์เป็นเวลา 7 ปีเต็ม

วันหนึ่งอาจารย์วิเศษได้เรียกลูกศิษย์ทั้งหมดมาพบ แล้วส่งลูกสมอให้คนละลูก และสั่งให้อมลูกสมอไว้ในปาก

ปรากฏว่ามีอยู่ 3 องค์ที่อมลูกสมอแตก

หลวงพ่อพิบูลย์เป็นหนึ่งในนั้น
ลูกสมอแตกจะมีความหมายอย่างไรไม่ทราบ แต่ดูเหมือนจะเป็นสัญญานบอกความสำเร็จอะไรสักอย่าง

ท่านอาจารย์วิเศษมีบัญชาให้ลูกศิษย์ทั้ง 3 องค์ลงจากภูเขาควาย โดยให้คนหนึ่งไปอยู่ภาคเหนือของประเทศไทย อีกคนให้ไปอยู่ภาคใต้ ส่วนหลวงพ่อพิบูลย์ให้อยู่ภาคอีสาน

ลูกสมอแตกน่าจะเป็นข้อสอบไล่เทอมสุดท้าย
คนที่อมลูกสมอไม่แตกถือว่าสอบตก ต้องอยู่เรียนซ้ำชั้นอีก
คนที่อมลูกสมอแตกคือคนที่สอบไล่ได้ ถือว่าจบการศึกษา

เมื่อกราบลาท่านอาจารย์วิเศษแล้วหลวงพ่อพิบูลย์ได้เดินทางกลับประเทศไทย ข้ามแม่น้ำโขงมาทางนครพนม เพื่อนมัสการพระธาตุพนม จากนั้นเดินทางเข้ากุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จนบรรลุถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งสอบสวนไม่ได้ว่าเป็นที่ไหน ท่านได้เข้าไปแพ้วถางจนพอจะปักกลดพำนักได้ และเป็นเหตุให้ชาวบ้านแถวนั้นจับตามองด้วยความสงสัย จนในที่สุดบรรดาชาวบ้านทั้งหลายได้เกิดความเลื่อมใส และประหลาดใจว่าท่านอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร

ก็มันเป็นสถานที่อาถรรพณ์พันลึกที่ชาวบ้านหวาดกลัวมาแสนนาน

แถมตรงท่าน้ำนั้นยังมีจระเข้ยักษ์อาศัยอยู่ตัวหนึ่ง

กลุ่มชาวบ้านที่เริ่มคุ้นเคยกับท่านได้รวมตัวเข้าไปกราบนมัสการปรึกษาหารือ ท่านว่าจะทำยังไงดี เรื่องจระเข้ดุร้ายขนาดยักษ์ตัวนั้น ซึ่งชอบอาละวากกัดหมาแถมลากเอาวัวควาย หรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆของชาวบ้านไปกินเป็นประจำ จนไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ลำน้ำบริเวณนั้น

หลวงพ่อพิบูลย์บอกว่าไม่ต้องกลัวเอาเทียนเวียนหัวมาคนละเล่มจะทำพิธีให้

เมื่อชาวบ้านเอาเทียนเวียนหัวมาจนครบถ้วนแล้ว หลวงพ่อพิบูลย์ลงนั่งบริกรรมคาถาอยู่พักหนึ่งแล้วลุกขึ้นถือเอาไม้เรียวไว้ ในมือข้างหนึ่งอีกข้างถือเทียนที่จุดไฟแล้วเดินลงน้ำไปจนหายมิดไปทั้งตัว

พวกชาวบ้านเห็นน้ำขุ่นมัวไปหมด

ดูคล้ายกำลังมีเรื่องชุลมุนอยู่ใต้น้ำ

ตอนนี้หนังสือประวัติกล่าวว่า
“น้ำขุ่นมัวอยู่ประมาณชั่วโมงหนึ่งหลวงพ่อจึงกลับขึ้นมาซึ่งเป็นที่น่า อัศจรรย์ที่เทียนในมือท่านไม่ดับ สบงจีวรไม่เปียก หลวงพ่อบอกชาวบ้านว่า มันยอมแพ้แล้วและจะหนีไปภายใน 7 วัน หลวงพ่อจึงเรียกจระเข้ขึ้นมาให้ดู จระเข้ก็ขึ้นมานอนที่ริมฝั่ง หลวงพ่อบอกอีกว่าให้หนีไปจากลำห้วยนี้ภายใน 7 วัน จระเข้ก็คลานลงน้ำไป หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีจระเข้อีกเลย จึงยิ่งทำให้ชาวบ้านเลื่อมใสหลวงเป็นอย่างยิ่งทวีคูณ”

ลำห้วยนี้คาดว่าจะเป็นลำน้ำปาวในปัจจุบัน

หลังจากนั้นหลวงพ่อได้สร้างวัดขึ้นตรงนั้นมีชื่อว่า วัดเกาะแก้วเกาะเกด

ทุกวันนี้วัดเกาะแก้วเกาะเกดจะเป็นสถานที่อย่างไรไม่ทราบ

ต่อมาหลวงพ่อพิบูลย์ได้ธุดงค์กลับภูเขาควายไปหาอาจารย์ของท่านอีกครั้งหนึ่ง พอไปถึงอาจารย์วิเศษได้เอะอะว่า วัดที่เจ้าสร้างขึ้นไม่ใช่วัดที่บอกให้ไปอยู่ ส่วนวัดที่บอกไว้ให้ไปอยู่นั้นอยู่ทางทิศเหนือของหนองหานติดกับห้วยหลวง
หลวงพ่อพิบูลย์จึงคิดว่าตัวท่านเองไปอยู่ผิดที่ผิดคำของอาจารย์

หนังสือประวัติบอกว่า

“หลวงพ่อจึงเดินธุดงค์กลับมาเพื่อบอกลาชาวบ้าน พ่ออกแม่ออก(ญาติโยม)ทำให้ทุกคนเสียดายเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นหลวงพ่อก็เดินทางเพื่อหาวัดที่พระอาจารย์บอกให้ไปสร้างต่อ พอมาถึงบ้านเชียงงาม(ปัจจุบันอยู่ติดอำเภอหนองหาน) หลวงพ่อได้พบโยมคนหนึ่งชื่อโยมเวียง จึงถามหาห้วยหลวง โยมเวียงบอกว่าวันนี้คงเดินทางไปไม่ถึงห้วยหลวง ขอให้จำพรรษาที่วัดนี้ก่อน หลวงพ่อจึงรับนิมนต์และจำพรรษาที่วัดเชียงงาม”

เกี่ยวกับโยมเวียง ก็มีความแปลกประหลาดอยู่บ้าง คือเมื่อ 10 ปีก่อนที่จะพบกับหลวงพ่อนั้น มีคนแปลกหน้าเอาไม้เท้ามาฝากไว้กับโยมเวียงสั่งว่าให้รักษาเอาไว้ให้กับคน ผู้หนึ่ง ซึ่งจะมาขอรับเอาไม้เท้านี้เอง โยมเวียงถามว่าจะทราบได้อย่างไรว่าใครจะเป็นคนที่ท่านฝากไม้เท้านี้ไว้ให้ คนแปลกหน้านั้นตอบว่าโยมเวียงจะทราบเอง

หนังสือประวัติกล่าวถึงตอนนี้ว่า
“โยมเวียงพาหลวงพ่อเข้าบ้าน หลวงพ่อถามโยมเวียงว่า มีใครเอาอะไรมาฝากไว้ไหม โยมเวียงบอกว่ามีคนเอาไม้เท้ามาฝากไว้เมื่อ 10 ปีก่อน บอกว่าจะมีคนมาเอาเอง โยมเวียงจึงนำมาถวายหลวงพ่อ หลวงพ่อคลี่ผ้าขาวออกดูมีตัวหนังสือเป็นตัวยันต์เต็มไปหมด ใจความว่า หลวงพ่อพิบูลย์ โยมเวียงถามว่า ผู้ที่นำไม้เท้ามาฝากไว้นี้เป็นใคร หลวงพ่อบอกว่าเป็นเทพบุตร อยู่สรวงสวรรค์เป็นผู้นำมาฝากไว้”

ประวัติช่วงนี้มีแต่เนื้อล้วนๆไม่ติดมัน ถ้าจะพิจารณาว่ามีมันติดอยู่ในเนื้อส่วนไหนบ้าง ก็จะพบว่าหลวงพ่อพิบูลย์ไปพบโยมเวียงเป็นเหตุบังเอิญหรือจงใจ

ถ้าเป็นเหตุบังเอิญ ก็บังเอิญไปหมด

บังเอิญพบโยมเวียงเพื่อถามทางไปห้วยหลวง และบังเอิญเป็นวันเข้าพรรษาพอดี ทำให้ไปไหนต่อไม่ได้ จะต้องหาวัดอธิษฐานเข้าพรรษาตามพระวินัย และบังเอิญโยมเวียงก็นิมนต์ท่านให้จำพรรษาเสียอีก

ทีนี้สงสัยว่าทำไมหลวงพ่อบังเอิญถามโยมเวียงว่า มีใครเอาอะไรมาฝากไว้ให้ท่านไหม

บังเอิญมีเสียด้วย

บังเอิญนี้คล้ายจะไม่บังเอิญเสียแล้ว

ไม้เท้าอันนี้จะเป็นอันเดียวกับที่ท่านถือในมือในรูปถ่ายที่ลงพิมพ์ให้ดูหรือไม่ก็สุดจะคาดเดาได้

ในระหว่างที่หลวงพ่อจำพรรษาอยู่วัดเชียงงามนี้ ใครชอบเนื้อติดมันก็จะเห็นว่ามันมาก

คือ มีหนุ่มคนหนึ่งชื่อว่า “เถิก” เป็นคนเก่งวิชาอาคม แต่หัวดื้อชอบเกะกะระรานชาวบ้าน หลวงพ่อเห็นเช่นนั้นจึงเรียกตัวหนุ่มเถิกมาตักเตือน แทนที่หนุ่มเถิกจะเชื่อฟัง กลับโกรธไม่พอใจคิดทำร้ายหลวงพ่อ

คืนหนึ่งหลวงพ่อนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ หนุ่มเถิกก็ปล่อยควายธนูจะฆ่าหลวงพ่อให้ตาย แต่ควายธนูทำอะไรหลวงพ่อไม่ได้ คงเพียงแต่วิ่งวนอยู่รอบๆตัวหลวงพ่อ แถมเป้นควายตัวกระจิดริดเสียอีก หลวงพ่อจึงเอากระโถนครอบควายธนูเอาไว้ ควายธนูก็หมดฤทธิ์

รุ่งเช้าหลวงพ่อได้ออกบิณฑบาตตามปกติ ระหว่างนั้นท่านได้เห็นชาวบ้านทำโลงศพจะใส่ศพหนุ่มเถิก จึงหยุดถามว่าเรื่องเป็นยังไง ชาวบ้านบอกว่าหนุ่มเถิกนอนไหลตายตั้งแต่เมื่อคืนนี้ คะเนว่าประมาณตี 2 หลวงพ่อจึงบอกว่าอย่าเอาศพใส่โลงนะ ให้เอาน้ำมนต์ของหลวงพ่อไปกรอกใส่ปากศพหนุ่มเถิกก็จะฟื้น แต่ว่าต้องรอหลวงพ่อบิณฑบาตและฉันอาหารเสร็จเสียก่อน
แล้วให้แต่งขันธ์ 5 ขันธ์ 8 มาจึงจะทำน้ำมนต์ให้

พอได้น้ำมนต์ก็เอาปำรอกปากศพหนุ่มเถิก เพียงครู่เดียวหนุ่มเถิกก็ฟื้นจากความตายเป็นที่น่าอัศจรรย์

ภายหลังหนุ่มเถิกได้ไปขอขมาลาโทษกับหลวงพ่อและขอบวช แล้วขออาสาจะติดตามรับใช้หลงพ่อจนตลอดชีวิต

เรื่องแบบนี้ถ้านึกให้ดีจะพบว่า เกิดขึ้นกับครูบาอาจารย์ในสมัยก่อนหลายรูป

หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลีเคยเล่าว่า สมัยท่านยังเป็นพระหนุ่มๆได้ร่วมคณะธุดงค์ไปในพื้นที่เมืองกาญจนบุรี คณะของท่านมีหลวงพ่อสดวัดปากน้ำร่วมด้วย โดยมีหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือเป็นหัวหน้าคณะ

วันหนึ่งธุดงค์ไปถึงบริเวณใกล้ๆวัดที่เกือบจะร้างวัดหนึ่ง หลวงพ่อรุ่งให้ให้ทุกองค์ปักกลดพักแรมที่นั่น พอโพล้เพล้แต่ละองค์ก็มุดเข้ากลดพักผ่อน แต่หลวงพ่อรุ่งองค์เดียวยังนั่งเหลาไม้เรียวอยู่นอกกลด

คืนนั้นมีเสือมาตัวหนึ่ง มาป้วนเปี้ยนอยู่แถวกลดหลวงปู่โต๊ะ ซึ่งท่านถึงกับบอกว่า “ใครไม่กลัวเสือล่ะ อย่าไปเชื่อ ฉันน่ะกลัวขี้หดตดหาย ทำอะไรไม่ถูก”

สักพักเสือก็ตรงไปที่กลดหลวงพ่อรุ่ง เดี๋ยวเดียวได้ยินเสือร้องด้วยความเจ็บปวด เพราะว่าโดนหลวงพ่อรุ่งหวดด้วยไม้เรียว

รุ่งเช้ามีโยมอุปัฏฐากของของเจ้าอาวาสวัดที่อยู่ใกล้ๆมาถามหาคนที่ตีเสือเมื่อคืน บอกว่าเจ้าอาวาสกำลังแย่ ขอให้ช่วยแก้ไขด้วย

หลวงพ่อรุ่งแผดสุระแห่งเสียง

“เป็นพระไม่ชอบอยากเป็นเสือ ต่อจากนี้ไปไม่ต้องเป็นทั้งพระทั้งเสือ”
นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่า คนมีวิชาอาคมประเภทนี้ในสมัยก่อนมีมาก พอมาถึงสมัยนี้วิชาอาคมก็เสื่อมสูญไป ที่เหลืออยู่ก็มีแต่ของปลอมไม่จริงสักราย ดีแต่เอาไว้ขู่ให้กลัว แล้วรูดทรัพย์คนที่กลัวเท่านั้น

เคยมีหลวงปู่รูปหนึ่งอายุร้อยกว่าปี เห็นหน้าผมก็ทักว่าชะตาผมขาดจะตายโหง

คำว่าตายโหงนี้ใครได้ยินเข้าเป็นอันเย็นวาบไปถึงไขกระดูกทุกคน

“ผมจะทำยังไงดีหลวงปู่”
“ไปเอาไตรจีวรมาชุดหนึ่ง เอาใส่พานแว่นฟ้ามาหาหลวงปู่ จะทำพิธีแก้ให้”

ผมก็ไม่ทำ

เรื่องนี้ผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้ว ผมก็ยังไม่ตาย แต่เชื่อว่าหลวงปู่รูปนั้นคง Pass Away ไปแล้ว

สมัยนี้เป็นสมัยของการข่มขู่ทางพิธีกรรม แล้วเรียกหาผลประโยชน์เข้าตัวทั้งนั้น

อย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆนา

ต้องรู้เห็นด้วยตาด้วยหูตนเองจริงๆค่อยเชื่อ

หลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อพิบูลย์ออกเดินทางไปยังทิศเหนือของหนองหาน จนบรรลุถึงห้วยดาน พบโยมคนหนึ่งชื่อว่า จารย์มี กำลังออกตามควายที่หายไปหลายวัน หลวงพ่อจึงบอกว่า ไม่ต้องตามให้เมื่อยหรอก แค่ช่วยถืออัฐบริขารของหลวงพ่อให้หน่อย แล้วช่วยนำทางไปหมู่บ้านไท รับรองว่าควายที่หายจะได้คืน

 

แชร์ :

ความคิดเห็น

** โปรดแสดงความคิดเห็นอย่างมีวิจารณญาน